แหล่งกำเนิดมลพิษทางอากาศ ที่คุณต้องรู้เอาไว้แล้วเดินเลี่ยงให้ห่าง

การที่เราหายใจเข้าไปในทุกๆ วัน แท้จริงแล้วอากาศต่างๆ ในยุคนี้ไม่สามารถบ่งบอกได้เลยว่าเป็นอากาศที่มีความบริสุทธิ์ 100% เนื่องด้วยความเปลี่ยนแปลงไปของโลกทำให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับมลพิษทางอากาศมากมาย แม้บางคนจะพยายามเปลี่ยนแปลงการใช้ชีวิตให้มีความสมดุลมากมายเท่าไหร่ก็ตาม แต่สิ่งนี้มันไม่สามารถหลีกเลี่ยงไปได้เลย เมื่อเป็นเช่นนี้การได้รู้จักกับแหล่งกำเนิดมลพิษทางอากาศเพื่อเป็นแนวทางในการป้องกันก็นับว่าเป็นเรื่องที่ดีที่ควรปฏิบัติอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว

แหล่งกำเนิดมลพิษทางอากาศที่สำคัญ

แหล่งกำเนิดมลพิษทางอากาศที่สำคัญจะประกอบไปด้วย 2 แหล่งใหญ่ๆ คือ

แหล่งกำเนิดจากธรรมชาติ

  1. ภูเขาไฟระเบิด – เมื่อเกิดภูเขาไฟระเบิดก็จะมีควันพวยพุ่งออกมาในอากาศเป็นจำนวนมาก ซึ่งเขม่าควันเหล่านี้คือตัวที่ทำให้เกิดมลพิษทางอากาศซึ่งสามารถอยู่ได้นานเป็นปีด้วย
  2. การเกิดไฟป่า – เวลาเกิดไฟป่าครั้งหนึ่งจะมีควันจำนวนมหาศาลซึ่งควันที่ว่านี้ก็เป็นส่วนสำคัญในการทำให้เกิดมลพิษทางอากาศ
  3. จุลินทรีย์ต่างๆ – หน้าที่ของจุลินทรีย์คือการย่อยสลายสิ่งต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นซากพืชหรือซากสัตว์ เมื่อเกิดการย่อยสลายก็จะเกิดก๊าซแอมโมเนียซึ่งทำให้เกิดกลิ่นเหม็น
  4. อนุภาคจากมวลสาร – จะเป็นอนุภาคที่มีขนาดเล็ก สิ่งเหล่านี้จะล่องลอยไปในอากาศซึ่งมันเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคต่างๆ กับผู้ที่ได้รับมากมาย เช่น เวลาเตาจุดปรมาณูระเบิดสารเหล่านี้ก็จะลอยออกมาผู้ที่สูดดมก็จะป่วย เป็นต้น

แหล่งกำเนิดจากการใช้ชีวิตของมนุษย์

  1. จากการขนส่งและคมนาคม – เป็นประเด็นหลักที่ทำให้เกิดมลพิษทางอากาศต้นเหตุสำคัญก็คือ รถยนต์ที่ปล่อยควันพิษอย่างก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์, ก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ และก๊าซคาร์บอนมอนนอกไซด์จากท่อไอเสียออกมาเป็นจำนวนมาก ทำให้เกิดเป็นมลพิษที่อยู่ในอากาศอย่างที่เป็นกันทุกวันนี้
  2. เกิดการเผาไหม้ของแหล่งเชื้อเพลิง – จริงๆ แล้วการเผาไหม้มันเหมือนเป็นสิ่งที่เราพบเจอกันในชีวิตประจำวัน อาทิ การทำอาหาร การสูบบุหรี่ สิ่งเหล่านี้เมื่อเกิดเป็นควันลอยขึ้นไปในอากาศก็จะมีสารอย่าง ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์, ก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์, ไฮโดรคาร์บอน และอื่นๆ อีกมากมาย
  3. โรงไฟฟ้า – การผลิตกระแสไฟฟ้าในทุกพื้นที่จะเกิดการเผาไหม้ในพลังที่มหาศาล ซึ่งก็จะปล่อยสารประเภทเดียวกับการเผาไหม้ที่กล่าวถึงไปออกมา
  4. การเผาขยะหรือสิ่งปฏิกูลต่างๆ – การทำลายขยะที่มักเห็นกันบ่อยๆ คือการเผา แต่จริงแล้วมันเป็นสิ่งที่ผิดมากเพราะการเผาขยะนอกจากจะปล่อยสารพิษเหมือนกับการเผยไหม้ทั่วไปแล้ว ยังมีสารจากขยะต่างๆ ที่ถูกเหมารวมเกิดขึ้นด้วย

โรงงานอุตสาหกรรม – โรงงานเหล่านี้มีการเผาไหม้อย่างมหาศาล ซึ่งก็จะปล่อยก๊าซเสียต่างๆ ออกมา รวมไปถึงเขม่าควัน, ฝุ่นละออง จำนวนมากอีกด้วย

มลพิษกับสิ่งแวดล้อม ที่น่ากลัวมากจนไม่อยากจะให้เกิดขึ้นเลย

ด้วยความที่โลกมีการพัฒนาขึ้นอย่างไม่หยุดยั้งสิ่งแวดล้อมที่เคยเป็นเรื่องของธรรมชาติ ต้นไม้ ท้องฟ้า อากาศ ก็กลับมีสิ่งแปลกปลอมต่างๆ เพิ่มขึ้นมาด้วยฝีมือของมนุษย์ทั้งก๊าซของเสียต่างๆ รวมถึงการทิ้งขยะ และอื่นๆ อีกมากมาย ทำให้โลกของเรากลายเป็นโลกที่เต็มไปด้วยปัญหาเกี่ยวกับมลพิษทางสิ่งแวดล้อมมากมาย แม้ว่าในยุคนี้จะเริ่มมีคนหันมาให้ความสนใจที่จะแก้ไขปัญหาเหล่านี้บ้างก็ตามทีทว่าด้วยจำนวนคนหมู่มากที่อาจยังไมได้ให้ความสนใจมากนักทำให้มลพิษกับสิ่งแวดล้อมยังคงเป็นสิ่งที่อยู่คู่กันมาโดยตลอด

ความเข้าใจในมลพิษสิ่งแวดล้อม

หากจะอธิบายให้เข้าใจง่ายยิ่งขึ้นมลพิษสิ่งแวดล้อมก็คือการที่ ระบบนิเวศต่างๆ บนโลกหรือสิ่งแวดล้อมที่เราเห็นกันอยู่ทั่วไปมีการผสมกันอยู่ระหว่างมวลสารหรือสารปนเปื้อนประเภทต่างๆ อาทิ ก๊าซพิษ สารเคมี หรือแม้แต่สิ่งปฏิกูลจำพวกขยะที่ถูกทิ้งเอาไว้ให้อยู่กับสิ่งแวดล้อมต่างๆ ทำให้คุณสมบัติของทรัพยากรที่ว่านี้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ซึ่งการเปลี่ยนแปลงที่ว่าส่งผลกระทบต่อมนุษย์ในการที่ไม่สามารถนำสิ่งแวดล้อมดังกล่าวไปใช้เป็นปัจจัย 4 สำหรับการดำรงชีวิตได้ ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศวิทยาโดยตรงไม่ว่าจะเป็นคน สัตว์ พืช นั่นเอง

สาเหตุหลักที่ทำให้เกิดมลพิษกับสิ่งแวดล้อม

อันที่จริงจะบอกว่าปัญหาทางด้านของมลพิษกับสิ่งแวดล้อมเกิดขึ้นจากฝีมือของมนุษย์แทบจะ 100% ก็น่าจะไม่ใช่เรื่องผิดเท่าไหร่นัก แต่ทั้งนี้มันก็เกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัยร่วมกัน ดังนี้

  1. การเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากร – สาเหตุนี้จริงๆ เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อมมาอย่างยาวนานแม้ว่าในปัจจุบันจำนวนประชากรจะไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเหมือนในยุคก่อนแต่ปัญหาการเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากรก็เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดมลพิษกับสิ่งแวดล้อม เพราะเมื่อมีคนเพิ่มขึ้นความต้องการก็เพิ่มขึ้น การใช้งานสิ่งต่างๆ ก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย เห็นได้ชัดสุดๆ ก็เช่นปัจจัย 4 พื้นฐานในการดำรงชีพที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เช่น ต้องติดแอร์ที่บ้าน, ใช้รถยนต์ในการเดินทาง เป็นต้น
  2. การขยายตัวของอุตสาหกรรมและการเกิดเทคโนโลยีใหม่ๆ – เมื่อความต้องการของมนุษย์มีเพิ่มมากขึ้น การพัฒนาทางด้านของเทคโนโลยีก็มีมากขึ้นตามไปด้วยเช่นเดียวกัน การขยายตัวเกี่ยวกับเรื่องของอุตสาหกรรมก็จึงมีมากขึ้น เห็นง่ายๆ ว่าของหลายสิ่งหลายอย่างในปัจจุบันนี้มีความทันสมัยมากขึ้นซึ่งมันก็เกิดจากการต้องใช้อุตสาหกรรมเป็นตัวผลิตนั่นเอง

นิสัยส่วนตัวของแต่ละคน – ไม่ว่าจะเป็นการต้องใช้สิ่งของราคาแพงโดยไม่สนใจว่าจะผลิตมาจากอะไร, การทิ้งขยะลงในแม่น้ำลำคลองหรือสถานที่ธรรมชาติ, การใช้งานสิ่งต่างๆ โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบที่ตามมา อาทิ การตัดไม้มาใช้ เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ก่อให้เกิดมลพิษกับสิ่งแวดล้อมตามมาอย่างไม่รู้จบ

สภาวะโลกร้อน ที่ต้องพบเจอแล้ววิธีแก้ไขได้ด้วยตัวขึ้นเอง

สภาวะโลกร้อน คือ การที่อุณหภูมิของอากาศบนโลกนั้นสูงขึ้น ทำให้ภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง โลกของเราร้อนกว่าที่เคยเป็นมาในช่วงระยะเวลา 2000 ปี สภาวะโลกร้อน มีผลกระทบเป็นวงกว้าง ไม่ว่าจะเป็น มนุษย์ , สัตว์ , ต้นไม้ , พืช สาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อนมาจาก แสงอันร้อนแรงของดวงอาทิตย์สามารถส่องทะลุชั้นบรรยากาศมาสู่พื้นโลกได้มากขึ้นกว่าเดิม ซึ่งเราเรียกปรากฏการณ์ นี้ว่า ก๊าซเรือนกระจก ก๊าซเรือนกระจกเพิ่มขึ้นมากจากการทำกิจกรรมต่างๆของมนุษย์ เช่น การเผาผลาญถ่านหินและเชื้อเพลิง , การปล่อยควันของโรงงานอุตสาหกรรม , การตัดไม้ทำลายป่า รวมถึงใช้สารเคมีที่มีส่วนผสมของก๊าซเรือนกระจกจำนวนมาก ส่งผลให้ก๊าซเรือนกระจกลอยขึ้นไปรวมตัวกันเป็นกลุ่มอยู่บนชั้นบรรยากาศของโลก ซึ่งรังสีของดวงอาทิตย์ถูกก๊าซเรือนกระจกกักเก็บไว้ แทนที่จะถูกสะท้อนออกไป และ นี่คือสาเหตุของความร้อนที่มากขึ้นกว่าเดิม

ผลกระทบของสภาวะโลกร้อน คือ สภาพของลมฟ้าอากาศเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ความรุนแรงของภัยธรรมชาติที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นและเกิดขึ้นถี่กว่าเดิม น้ำท่วม แผ่นดินไหว อากาศร้อนอย่างรุนแรงจนกระทั่งพรากชีวิตคนได้ ทำให้น้ำแข็งที่ขั้วโลกละลาย ส่งผลระดับน้ำทะเลขึ้นสูง ระดับเฉลี่ยของน้ำทะเลที่เพิ่มสูงมากขึ้นๆ จะค่อยๆกลืนกินเกาะเล็กๆไปทีล่ะนิด เช่น ทางฝั่งทะเลแคริเบียน รวมถึง ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของมนุษย์ พาหะนำโรคหลากหลายชนิดเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว

ในเมื่อสภาวะโรคร้อนมีสาเหตุมาจากมนุษย์จึงเป็นเรื่องที่ทุกคนต้องช่วยกันในการลด ก๊าซเรือนกระจก จึงมุ่งเน้นในเรื่องของการประหยัดพลังงาน และ ใช้พลังงานอย่างคุ้มค่า ยกตัวอย่างที่ทำได้ง่ายๆในชีวิตประจำวัน เช่น

  • ถอดปลั๊กไฟทุกครั้งหลังเลิกใช้งาน
  • ใช้บันไดแทนการใช้ลิฟท์ ทำให้ได้ออกกำลังกายไปด้วย
  • เปลี่ยนไปใช้หลอด LED ที่ให้ความสว่างมากกว่า และ ประหยัดกว่า หลอดธรรมดาถึง 40 เปอร์เซ็นเลยทีเดียว
  • ทาหลังคาบ้านด้วยสีโทนอ่อน ช่วยลดการดูดซับความร้อน
  • เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีสัญลักษณ์ช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม
  • ปิดไฟดวงที่ไม่จำเป็น หรือ ไม่ได้ใช้
  • ปลูกต้นไม้คนล่ะต้น เพราะต้นไม้สูดเอาอากาศเสีย คือ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เข้าไป แต่หายใจออกมาเป็นก๊าซออกซิเจนที่เป็นอากาศดี เหมือนเครื่องฟอกอากาศให้กับโลกของเรา
  • ใช้เศษผ้าเช็ดแทนทิชชู่
  • เลือกใช้ปุ๋ยหมักแทนปุ๋ยเคมี ไม่ว่าจะเป็นเพียงแค่การปลูกต้นไม้ในบ้านก็ตาม

เรื่องง่ายๆเหล่านี้ ช่วยให้ช่วยโลกของเราดีขึ้นกว่าเดิมรวมถึงเป็นการสร้างอนาคตที่ดีให้ลูกหลานของเรา โลกเปรียบเสมือนบ้านหลังใหญ่ มาช่วยกันดูแลรักษาบ้านของเราให้อยู่ไปนานๆกันเถอะค่ะ

ปัญหาสิ่งแวดล้อมจากขยะมูลฝอยและวิธีการแก้ไข

ขยะมูลฝอย แบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ

1.ขยะมูลฝอยธรรมดาทั่วไป ไม่มีพิษ เช่น เศษอาหาร , ขวด , พลาสติก, แก้ว ฯลฯ

2.ของเสียอันตรายมีพิษ เช่น สารเคมี , แบตเตอรี่ใช้แล้ว , หลอดฟลูออเรสเซนต์ เป็นต้น ซึ่งขยะมูลฝอยเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งอันทำให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อม เมื่อภายในชุมชนไม่สามารถกำจัดขยะมูลฝอยได้อย่างมีประสิทธิภาพ หรือ กำจัดได้อย่างถูกวิธี

ปัญหาขยะมูลฝอยที่ต้องรู้

  1. ทำให้เกิดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม ได้แก่ มลพิษทางน้ำ , ทางดิน , ทางอากาศ
  2. เป็นแหล่งเพาะพันธ์ของเชื้อโรค ขยะมูลฝอยสะสมคั่งค้างอยู่บนพื้น สามารถเป็นแหล่งเพาะพันธ์ของหนู และ แมลงวัน ที่เป็นสัตว์พาหะนำโรค
  3. ทำให้เกิดความรำคาญ ขยะมูลฝอยไม่ได้รับการกำจัดอย่างถูกวิธีทำให้ส่งกลิ่นเน่าเหม็น เป็นภาพอุจาดตา แก่คนเดินผ่านไปผ่านมา
  4. เสี่ยงต่อสุขภาพของคนในชุมชนนั้นๆ ทำให้ประชาชนในบริเวณนั้นเสี่ยงต่อการเกิดโรคได้ง่าย จากความสกปรก และ จากสัตว์พาหะนำโรค

แต่คุณรู้หรือไม่ว่าปัญหาเหล่านี้สามารถแก้ไขได้ด้วยวิธีง่ายๆ และ สามารถทำกันได้ทุกครัวเรือน โดยใช้แนวคิด 7R

  • REFUSE ลด ละ เลิก การใช้ขยะที่มาจาก สิ่งของตัวสร้างปัญหา เช่น กล่องโฟม รวมถึง ขยะมีพิษต่างๆ อันส่งผลต่อมลพิษสิ่งแวดล้อมอีกด้วย
  • REFILL เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ชนิดเติม ซึ่งเป็นถุงทำให้เกิดขยะน้อยลง เช่น น้ำยาล้างจานแบบถุง หรือ น้ำยาปรับผ้านุ่มแบบถุง เอามากรอกใส่ขวดเดิม
  • RETURN เลือกสินค้าที่สามารถส่งคืนกลับได้เมื่อใช้เสร็จ เช่น พวกน้ำดื่มขวดแก้ว
  • REPAIR รู้จักการซ่อมแซมของใช้ เพื่อลดการเกิดขยะ
  • REUSE นำบรรจุภัณฑ์ มาใช้ซ้ำ เช่น ถุงพลาสติกที่ใช้แล้วเอามาทำเป็นถุงขยะ หรือ ใช้ถุงผ้าในการช็อปปิ้ง
  • RECYCLE แยกขยะที่ยังสามารถใช้ประโยชน์ได้ เช่น ขวดพลาสติก , กระป๋อง , กระดาษหนังสือพิมพ์ นอกจากนี้ของเหล่านี้เมื่อเก็บสะสมรวมกันมากๆแล้วยังขายได้อีกด้วย
  • REDUCE ลดการใช้ หรือ ใช้น้อยเท่าที่จำเป็น

ต่อมาก็ต้องคัดแยกขยะให้เป็นระบบตามนี้

  • ขยะมูลฝอยทั่วไป ย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติ แต่ ใช้เวลาในการย่อยสลายนานเกินไป ไม่คุ้มในการเอากลับมาใช้ ซ้ำ เช่น โฟม , กล่องนม , ถุงร้อนใส่อาหาร เป็นต้น
  • ขยะมูลฝอยย่อยสลาย (ย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติ) สามารถนำมาหมักทำปุ๋ยได้ เช่น เศษอาหาร , มูลสัตว์ , เศษ พืช , ผัก , ผลไม้ แต่ไม่รวมซากที่เกิดจากการทดลองในห้องแล็ป
  • ขยะมูลฝอยที่ยังใช้ได้ (RECYCLE) ขยะที่มีสามารถนำกลับมาทำเป็นผลิตภัณฑ์ได้ใหม่ เช่น กระดาษ ,แก้ว , พลาสติก เป็นต้น
  • ขยะมูลฝอยอันตราย ขยะมูลฝอยที่ปนเปื้อนสารอันตรายต่างๆเช่น วัตถุระเบิดได้ , วัตถุไวไฟ ,วัตถุมีพิษ, วัตถุอันอาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อม เป็นต้น

เมื่อทำตามวิธี 7R และ รู้จักการคัดแยกขยะแล้ว ก็อย่าลืมทิ้งขยะให้ถุกที่ถูกทาง ง่ายๆแค่นี้ก็เป็นการช่วยทำให้ชุมชนของเรา สะอาด และ น่าอยู่ขึ้นอีกเยอะเลยค่ะ

การกระทำของมนุษย์อันส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมธรรมชาติ

เมื่อประชากรโลกมีจำนวนมาก ก็เกิดการกระบวนการผลิตสิ่งของต่างๆ สำหรับใช้ในการอุปโภคบริโภคเพิ่มมากขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมธรรมชาติในด้านต่างๆดังนี้

  1. ปัญหาเศษซากขยะมูลฝอย

ขยะมูลฝอยมีจำนวนเยอะขึ้นมากจนไม่สามารถจัดเก็บ และ ทำลายได้อย่างทันท่วงที สาเหตุเกิดจากการใช้ของทิ้งๆขว้างๆ , ไม่คัดแยกขยะให้เรียบร้อย รวมถึง การทิ้งขยะไม่เป็นที่เป็นทาง ทำให้ขยะเหล่านั้นเกิดความหมักหมม เน่าเหม็น อีกทั้งยังเป็นแหล่งกำเนิดของเชื้อโรค สัตว์พาหะนำโรคต่างๆ เช่น แมลงสาป  , หนู  , แมลงวัน ความมักง่ายของบางคน ทิ้งขยะลงแม่น้ำลำคลอง ทำให้น้ำเน่าเสีย นอกจากนี้ เศษขยะกล่องโฟมใส่อาหาร , ขวดพลาสติก เป็นบรรจุภัณฑ์ ย่อยสลายได้ยาก ก็เป็นตัวการสำคัญอีกอย่างหนึ่งในการทำลายสิ่งแวดล้อม

  1. ปัญหาการตัดไม้ทำลายป่าหรือบุกรุกพื้นที่ป่าสงวน

เป็นปัญหาใหญ่มาก เพราะ กว่าป่าจะโตมาเป็นป่าสมบูรณ์ได้ต้องใช้เวลาขั้นต่ำเกือบ 200 ปี แต่มนุษย์กลับเข้าไปทำลายในเวลาเพียงไม่กี่ปีเท่านั้น ป่าเป็นที่อยู่อาศัยของเหล่าสัตว์น้อยใหญ่ และ เป็นเพื่อนร่วมโลกของมนุษย์ รวมถึงต้นไม้ใบหญ้าที่คอยผลิตออกซิเจน ให้แก่โลกของเรา โดยเฉพาะป่าสงวนที่เป็นป่าอนุรักษ์หวงห้าม  ก็ยังมีคนมักง่ายลักลอบเข้าไปตัดไม้มาขายอยู่

  1. ปัญหามลพิษทางอากาศ

ส่วนใหญ่เกิดจากควันของยานพาหนะ และ ควันจากโรงงานอุตสาหรรม ส่งผลให้เกิดภาวะเรือนกระจก คือ

ภาวะที่โลกมีอุณหภูมิสูงขึ้น ซึ่งมีผลกระทบต่อภูมิอากาศไปทั่วโลก

  1. ปัญหามลพิษทางน้ำ

เป็นปัญหาใหญ่อีกปัญหาหนึ่ง ส่วนมากเกิดจากน้ำทิ้งของที่อยู่อาศัย ซึ่งมักมีสารพิษปะปนมาด้วย ลักษณะของน้ำเสีย คือ เป็นน้ำสีดำ มีกลิ่นเน่าเหม็น น้ำเหล่านี้มักปนเปื้อนด้วยสารพิษ จาก การทำเกษตรด้วยยากำจัดศัตรูพืช  , บางครัวเรือนที่อาศัยอยู่ติดแหล่งน้ำก็เทน้ำเสียหรือขยะลงคลอง  ,  น้ำทิ้งจากโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งก่อให้เกิดผลเสียหายหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นทางด้าน สาธารณสุข , เศรษฐกิจ และ สังคม

มนุษย์แต่เดิมในอดีตโบราณกาล ก็ใช้ประโยชน์จากธรรมชาติ ในการใช้ชีวิตดำรงอาศัย  จนเมื่อมนุษย์มีการ พัฒนาชีวิต และ อุปกรณ์ต่างๆให้ดีขึ้น แต่กลับละเลยหลงลืมรักษาธรรมชาติไป บางคนก็ใช้ประโยชน์จากธรรมชาติที่กำลังจะหมดลงทุกที เพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง ปัญหาเหล่านี้ไม่ใช่เป็นปัญหาของคนใดคนหนึ่ง หรือ ของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่เป็นปัญหาของเราทุกคน ที่ต้องช่วยกันเริ่มจากสถาบันครอบครัว  ไปสู่องค์กรขนาดใหญ่ ในการช่วยกันดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ธรรมชาติอยู่กับลูกหลานของเราไปอีกนาน

ดูแลสภาพแวดล้อมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง

ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับทะเล

national (5)

สิ่งที่มีอยู่หรือเกิดขึ้นตามธรรมชาติหรือที่มนุษย์สร้างขึ้นในบริเวณทะเลและชายฝั่ง รวมถึงพื้นที่ชุ่มบริเวณชายฝั่ง คลอง คู ทะเลสาบ หรือ พื้นที่บริเวณปากแม่น้ำ รวมไปถึงสิ่งที่มีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงต่างๆภายในทะเลด้วยอย่างเช่น หิน ทราย ปลา สัตว์ทะเล ปะการัง หญ้าทะเล ดอนหอย โขดหิน ป่าชายเลน ระบบนิเวศพรรณไม้ตามแนวป่าชายเลน ชายหาด และ เกาะ  ในส่วนที่เป็นของมนุษย์สร้างขึ้นบริเวณทะเล ได้แก่ ปะการังเทียม แนวลดแรงคลื่นเพื่อป้องกันการเซาะชายฝั่ง สิ่งต่างๆเหล่านี้ล้วนแล้วแต่มีความสวยงามของตัวมันเอง

ในพื้นที่ต่างๆเหล่านี้จะมีเขตอนุรักษ์อยู่ เนื่องจากจำเป็นที่ต้อง คุ้มครองและสงวนสภาพให้เป็นไปตามที่ควรจะเป็น  เพราะ ทรัพยากรเหล่านี้ล้วนมีบทบาทสำคัญต่อการเติบโตของประเทศในแง่มุมต่างๆ เพื่อให้เกิดความสมดุลและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ

วัตถุประสงค์ของการศึกษาการดูแลสภาพแวดล้อม

1. เพื่อศึกษาวิธีการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งมีชีวิตทางทะเล

2. เพื่อศึกษาถึงวิถีชีวิตของชุมชนในการประกอบอาชีพ

3. เพื่อศึกษาแนวทางการอนุรักษ์แนวปะการัง

4. เพื่อศึกษาถึงวิธีการแก้ไขปัญหา

วิธีการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเล

1.  กำหนดวิธีการสงวน อนุรักษ์ฟื้นฟู และคุ้มครองทรัพยากร

2.  ดำเนินการสงวน อนุรักษ์ฟื้นฟู และค้มครองทรัพยากร

3.  บริหารจัดการที่ดินและพื้นที่ชายฝั่งทะเล

4. ส่งเสริมและสนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชนในการอนุรักษ์

5. ให้คำปรึกษา แนะนำ ถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเล

6. สนับสนุนการปฏิบัติงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

การอนุรักษ์ปะการัง

1. กำหนดเขตแนวในการท่องเที่ยว

2. ติดตั้งทุ่นผูกเรือแนวปะการังที่มีความสำคัญสูง เพื่อไม่ให้เรือทิ้งสมอ

3. ห้ามการจับปลาทุกประเภทในบางบริเวณ

4. สอนประชาชนให้รู้ถึงคุณค่าของทรัพยากรปะการัง

ดูแลสภาพแวดล้อมทรัพยากรดิน

national (4)

ดิน คือ ธรรมชาติบนพื้นผิวโลก เป็นตัวช่วยในการเจริญเติบโตของพืช เนื่องจากดินประกอบไปด้วยแร่ธาตุและสารต่างๆที่เป็นประโยชน์ต่อพืช ซึ่งเป็นอีกหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่คอยค้ำจุนความเป็นไปของโลก การอนุรักษ์และพัฒนาดิน มีความจำเป็นเพื่อที่จะทำให้ดินเกิดความอุดมสมบูรณ์ เพราะ ดินเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่มีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นทางด้าน การเกษตร การปศุสัตว์ การป่าไม้ การใช้ดินอย่างถูกวิธีจึงเป็นเรื่องสำคัญเป็นอย่างมากในปัจจุบัน

สาเหตุหลักของการทำให้ดินขาดความอุดมสมบูรณ์

1. การถากพืชที่ปกคลุมหน้าดิน

2. เผาพืชหรือไร่นาในพื้นที่ ซึ่งทำให้สูญเสียแร่ธาตุ และ ความอุดมสมบูรณ์ไป

3. ปลูกพืชชนิดเดียวกันตลอดเป็นเวลา

4. ขาดความรู้เรื่องการใช้ดินและปุ๋ยอย่างถูกต้อง

วิธีการในการอนุรักษ์ดิน

1. การปลูกพืชคลุมดิน เช่น การปลูกพืชตระกูลถั่ว  หรือ พืชที่มีใบแน่นหนา เพื่อช่วยยึดดิน และ เพิ่มธาตุไนโตเจนให้กับพื้นดิน ทำให้ดินมีความอุดมสมบูรณ์  ทั้งยังช่วยเพิ่มการอุ้มน้ำและระบายน้ำให้ดียิ่งขึ้น

2. การปลูกพืชหมุนเวียน เช่น การปลูกพืชมากกว่า 2 ชนิดบนพื้นที่บริเวณนั้น โดยคำนึงถึงตัวพืชที่มีความต้องการแร่ธาตุต่างกัน อย่างเช่น การปลูกข้าวโพดในการเจริญเติบโตนั้นจำเป็นที่ต้องใช้แร่ธาตุไนโตเจนเป็นจำนวนมาก ดังนั้นถ้าหากเราปลูกข้าวโพดหลังจากปลูกถั่วเนื่องจากถั่วไม่ได้ดูดกลืนแร่ธาตุไนโตเจนจากดินทั้งยังให้แร่ธาตุไนโตเจนแก่ดินอีกด้วย เราก็จะได้ข้าวโพดที่ดี มีคุณภาพ

3. การปรับปรุงดิน  เป็นการแก้ไขปัญหาดินเปรี้ยวด้วยวิธี “การแกล้งดิน” (วิธีการจากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช)

4. การปลูกพืชแบบวนเกษตร หรือไร่นาสวนผสม มีรูปแบบในการทำ 3 รูปแบบ คือ การปลูกไม้ยืนต้น ควบคู่กับพืชเกษตร , การปลูกไม้ยืนต้นควบคู่กับพืชอาหารสัตว์ และการปลูกไม้ยืนต้น ควบคู่กับพืชเกษตรและอาหารสัตว์

5. การปลูกพืชแบบขั้นบันได เป็นวิธีสำหรับการอนุรักษ์ดินที่มีลักษณะเป็นเนิน

6. การป้องกันการพังทลายของหน้าดิน ได้จากการเติมปุ๋ย และบำรุงรักษาดิน

7. ปลูกป่า  ป่าไม้จะช่วยป้องกันการชะล้างพังทลายของหน้าดินได้เป็นอย่างดี และยังช่วยให้ฝนตกตามฤดูกาล

8. การปลูกพืชสลับแถวเป็นการปลูกพืชชนิดละแถว โดยการแบ่งเป็นแถวละชนิดๆ แบ่งเป็นแถบๆ และหมุนเวียนเป็นระบบ

ดูแลสภาพแวดล้อมทรัพยากรป่าไม้

ป่าไม้เป็นทรัพยากรทางธรรมชาติที่สำคัญไม่แพ้ส่วนอื่นๆ เพราะนอกจากจะให้อากาศชุ่มชื้นและยังกักเก็บน้ำทำให้เกิดต้นน้ำ แม่น้ำ และลำธารต่างๆ ซึ่งเป็นปัจจัยในการเกษตรแล้ว ยังช่วยในการป้องกันการทลายของหน้าดิน ให้แผ่นดินมีความอุดมสมบูรณ์ นอกจากนี้ยังเป็นแห่งผลิตออกซิเจนที่สำคัญของโลกอีกด้วย การตัดต้นไม้ทำลายป่า จะทำให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศและมีปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 25 เปอร์เซ็นต์ ส่งผลให้อุณหภูมิสูงขึ้นและเกิดสภาวะความแห้งแล้ง ดังนั้นการฟื้นฟูป่าไม้จึงถือเป็นเรื่องสำคัญ และจำเป็นที่ต้องทำอย่างเร่งด่วนรวดเร็ว สาเหตุหลักๆ คือ ปัญหาการตัดไม้ทำลายป่าที่เกิดขึ้นในอดีต

การกำหนดแนวนโยบายด้านการจัดการป่าไม้

  1. กำหนดเขตการใช้พื้นที่ป่า เช่น กำหนดพื้นที่ในการเข้าไปใช้งานในพื้นที่เขตป่า อย่างเช่น ป่าสงวน
  2. อนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ เช่นการไม่ลักลอบตัดไม้ทำลายป่า ไม่บุกรุกเอาพื้นที่ป่ามาเป็นของตัวเอง ใช้ไม้อย่างคุ้มค่ามากที่สุด ยกตัวอย่าง ต้นไม้หนึ่งต้นประกอบด้วย ใบ ดอก ผลใช้เป็นอาหาร ยาสมุนไพร กิ่งต้นไม้ ใช้สำหรับทำอุปกรณ์ต่างๆ เช่น จอก เสียบ อุปกรณ์การเกษตร เสาค้ำยัน ฯลฯ ราก ลำต้น ใช้สำหรับสร้างบ้านเป็นเสา หรือ คาน นอกจากนี้ยังสามารถใช้ทำฟืนและเฟอร์นิเจอร์ได้อีกด้วย
  3. จัดการที่ดิน การจัดการที่ดินป่าไม้ ในการแบ่งสัดส่วน สำหรับประชาชนที่ยากไร้ให้เข้าไปทำการเกษตร
  4. พัฒนาป่าไม้ ในการปลูกป่า เก็บหาของป่า ทำการวิจัยและปรับปรุงเพิ่มเติม

การบำรุงรักษาป่าเกิดขึ้นได้ด้วยวิธีการดังนี้

  1. ป้องกันและปราบปรามการลักลอบตัดไม้ทำลายป่า ทำการคุ้มครองป่าไม้
  2. ส่งเสริมการปลูกป่าทดแทน
  3. ใช้วัสดุอื่นแทนผลิตภัณฑ์จากไม้
  4. ตั้งหน่วยดูแลและป้องกันไฟป่า
  5. ปลูกจิตสำนึกให้เห็นความสำคัญของป่าไม้
  6. ไม่จุดไฟเล่น หรือเผากิ่งไม้หากไม่เกิดความจำเป็น เพื่อป้องกันเพลิงไหม้
  7. ให้ความรู้กับประชาชนเกี่ยวกับการป้องกันไฟป่า และ วิธีการดูแลรักษาป่า

ดูแลสภาพแวดล้อมทรัพยากรต้นน้ำ ลำธาร

national (2)

การอนุรักษ์ต้นน้ำลำธาร คือ การใช้การดูแลรักษาฟื้นฟู ทรัพยากรธรรมชาติในบริเวณพื้นที่ต้นน้ำลำธารเพราะน้ำเป็นจุดเริ่มต้นของสิ่งมีชีวิตต่างๆ เนื่องจากถ้าหากเกิดปัญหาที่เกี่ยวข้องกับน้ำย่อมส่งผลต่อการใช้ชีวิตของสิ่งมีชีวิตทุกชีวิตอย่างแน่นอน ยกตัวอย่าง เช่น การทำการเกษตรกรรมของมนุษย์ทุกอย่างจำเป็นต้องใช้น้ำในการทำการเกษตร หากขาดซึ่งน้ำแล้วพืชพันธ์ต่างๆ ก็จะเหี่ยวเฉาและตาย ในส่วนของการปศุสัตว์ทุกชีวิตล้วนแล้วแต่ที่จะต้องบริโภคน้ำ ซึ่งเป็นปัจจัยในการรอดชีวิต บริเวณใดของพื้นที่ต้นน้ำลำธารมีความเสื่อมโทรมเกิดขึ้น จะต้องรีบดำเนินการฟื้นฟูพื้นที่เสื่อมโทรมเหล่านั้น ให้คืนสภาพโดยเร็วที่สุด ป่าไม้จึงมีความสำคัญที่ช่วยให้ลำน้ำลำธารมีน้ำไหลตลอดทั้งปี

สาเหตุหลักที่ทรัพยากรต้นน้ำเกิดการเสื่อมโทรม

  1. การตัดไม้ทำลายป่า ซึ่งเป็น สาเหตุหลักที่ทำให้ต้นน้ำเกิดการแห้งเหือด และ มีน้ำลดน้อยลง เพราะขาดต้นไม้ในการอุ้มน้ำ และสร้างความชุ่มชื้น
  2. เปลี่ยนพื้นที่ป่าไม้เป็นพื้นที่ส่วนตัวในการทำธุรกิจ อย่างเช่นการเผาป่าเพื่อนำเอามาทำไร่ เพราะปลูก หรือ เผาป่าเพื่อล่าสัตว์ ส่งผลให้ดินไม่ดูดซับน้ำและเกิดการพังทลายได้ง่าย จนกลายเป็นปัญหาดินถล่ม

วิธีการอนุรักษ์สภาพแวดล้อมต้นน้ำ

  1. เริ่มต้นจากการอนุรักษ์ป่าไม้และดิน เพราะ ป่าไม้มีความสำคัญต่อพื้นที่ต้นน้ำลำธาร ที่จะต้องมีการอนุรักษ์ไว้เป็นอันดับแรก เพื่อให้สภาพของป่ามีลำธารไหลตลอด
  2. จัดการพื้นที่รอบบริเวณต้นน้ำ ให้สะอาด พร้อมป้องกันน้ำป่าไหลหลาก ด้วยการอนุรักษ์หน้าดิน เพื่อไม่ให้เกิดอันตราย และกักเก็บความชุ่มชื้นไว้ในผิวดินอีกด้วย
  3. ปลูกพืชเป็นระดับชั้น เป็นแนวเส้น และลาดเท ในการแบ่งการเดินทางของน้ำ
  4. สร้างเขื่อน ฝาย แก้มลิง เพื่ออนุรักษ์ดินและต้นน้ำ

การดูแลรักษาสภาพแวดล้อมเป็นเรื่องสำคัญ

national (1)

เพราะสภาพแวดล้อมต่างๆล้วนแล้วแต่เป็นธรรมชาติรอบๆตัว ส่งผลต่อสุขภาพ ถ้าหากพวกเราเองไม่ดูแลแล้วใครจะดูแลสุขภาพให้เรา เริ่มต้นด้วยตัวเองตั้งแต่วันนี้ เพื่อสุขภาพที่ดีในอนาคตข้างหน้า ซึ่งการดูแลสภาพแวดล้อมให้ดีนั้นสามารถทำได้ทั้งทางตรงและทางอ้อม

การดูแลทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมโดยทางตรง

– การใช้อย่างประหยัด การใช้เท่าที่มีความจำเป็น  เช่น การใช้ผ้าแทนกระดาษทิชชู เพื่อ ลดปริมาณการตัดต้นไม้เพื่อนำมาทำกระดาษ หรือ การใช้ถุงผ้าแทนถุงพลาสติก  นอกจากช่วยในเรื่องของการที่ไม่ต้องผลิตถุงพลาสติกแล้ว ยังลดปัญหามลพิษในอากาศ

– รักษารถยนต์ ช่วยลดมลพิษ ไส้กรองอากาศที่สกปรกมีผลต่อการเผาไหม้ของเครื่องยนต์ เปลี่ยนน้ำมันเครื่องเมื่อขับรถได้ครบตามระยะทาง จะเป็นส่วนที่ช่วยในเรื่องของการเผาไหม้จากเชื้อเพลิง เป็นการลดมลพิษทางอากาศอีกหนึ่งวิธี

– นำของที่ใช้ไปแล้วหนึ่งครั้งและสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้  เช่น ถุงพลาสติก กระดาษ ขวดแก้ว และแยกสีขวดแก้วพร้อมกับชนิดเวลานำไปรีไซเคิล

– ปลูกต้นไม้ สร้างป่า เพราะป่าเป็นจุดเริ้มต้นของธรรมชาติหลายๆอย่าง มี ป่า ก็จะมีน้ำ มีน้ำก็จะมีต้นไม้ มีต้นไม้ก็จะมีอากาศที่ดี เมื่อมีอากาศที่ดี สิ่งมีชีวิตก็จะดำรงอยู่ได้

– การบำบัดและการฟื้นฟู เป็นวิธีการที่จะช่วยลดความเสื่อมโทรมของทรัพยากร เช่นการบำบัดน้ำเสียก่อนที่จะปล่อยลงสู่แม่น้ำและทะเล

– เฝ้าระวังดูแลและไม่ให้ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมถูกทำลาย ระวังการทิ้งขยะ สิ่งปฏิกูลลงแม่น้ำ

การดูแลทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมโดยทางอ้อม

– การพัฒนาคุณภาพประชาชน ให้การศึกษาข้อมูลความรู้เบื้องต้น และ สาเหตุว่าทำไมเราจึงจำเป็นต้องดูแลสภาพแวดล้อมให้ดี

– ใช้มาตรการทางสังคมและกฎหมาย จัดตั้งกลุ่ม ชมรม หรือ สมาคม เพื่อให้ความร่วมมือในการอนุรักษ์ดูแลรักษาสภาพแวดล้อมรอบตัว

– ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ไม่ให้เกิดความเสื่อมโทรม ปลูกฝังจิตสำนึก เพราะสภาพแวดล้อมใกล้ๆก็ไม่ต่างอะไรจากบ้านของเราเอง

– พัฒนาเทคโนโลยี มาใช้ในการจัดการกับทรัพยากรธรรมชาติให้เกิดประโยชน์สูงสุด